ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (2476)
กรวยกรองน้ำพลาสติก
กรวยจราจร
กระติกน้ำพลาสติก
กระถางพลาสติก
กระบอกน้ำพลาสติก
กล่องพลาสติก
กล่องโฟม
กล่องใสพลาสติก
กล่องอาหารพลาสติก
กะบะเหลี่ยมพลาสติก
กะละมังพลาสติก
เก้าอี้เด็กพลาสติก
เก้าอี้พลาสติกท้าวแขน
เก้าอี้พลาสติกแบบพิงหลัง
เก้าอี้พลาสติกไม่มีพนักพิง(เหลี่ยม)
เก้าอี้พลาสติกไม่มีพนักพิง(กลม)
เก้าอี้แม่บ้านพลาสติก
แกลลอนพลาสติก
แก้วน้ำพลาสติก
ขวดพลาสติก
ขันน้ำพลาสติก
เข่งพลาสติก
เขียงพลาสติก
ชั้นวางพลาสติก
ชุดคว่ำจานพลาสติก
ชุดไมโครเวฟพลาสติก
ตะกร้าพลาสติก
ตู้ลิ้นชักพลาสติก
เตียงริมสระ
โต๊ะพลาสติก
ถ้วยน้ำพลาสติก
ถังเก็บน้ำพลาสติก
ถังขยะพลาสติก
ถังเคมี/ถังหมัก
ถังแช่พลาสติก
ถังดักไขมันพลาสติก
ถังน้ำพลาสติก
ถังบำบัดน้ำเสีย
ถังพลาสติกกลม (อ่าง)
ถาดพลาสติก
ที่โกยขยะพลาสติก
แท้งค์น้ำพลาสติกบนดิน
บันไดพลาสติก
เบ็ดเตล็ดอื่นๆ
พลาสติกชีวภาพ
พาเลทพลาสติก
เรือพลาสติก
รองเท้าบู๊ต
ลังพลาสติก
สินค้าขายดี
สินค้าโปรโมชั่น
หม้อพักอาหารพลาสติก
เหยือกน้ำพลาสติก
โหลพลาสติก
อ่างทรงรี
อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
อุปกรณ์ห้องครัว
อุปกรณ์ห้องน้ำพลาสติก
อุปกรณ์ทำสวน
อุปกรณ์สำนักงาน/เครื่องเขียน
ของตกแต่งบ้าน




ท่านต้องการทราบข้อมูลในเวบไซต์หรือให้บริการด้านใด
รายละเอียดสินค้า
ด้านการขนส่ง
การบริการหลังการขาย
พนง.ต้อนรับ/พนง.ขาย
โปรโมชั่น/ส่วนลด
ข้อมูลพลาสติกทั่วไป
เวบลิ้งค์พลาสติก
อื่นๆ







บทความ
ทำไมพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งจึงไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับอนาคต (อ่าน 18/ตอบ 0)
มลพิษจากพลาสติกถือเป็นภัยคุกคามโลก ซึ่งต้องขอบคุณแรงกดดันจากทุกคนทั่วโลก ที่ทำให้บรรดาเจ้าของแบรนด์สินค้าและกิจการค้าปลีกทั้งหลายตระหนักรู้ได้ว่า พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบในการสร้างพลาสติกขึ้นมา ทำให้ขณะนี้ เราล้วนถูกกระหน่ำด้วยประกาศแคมเปญของภาคธุรกิจเกี่ยวกับทางเลือกใหม่ในการบรรจุหีบห่อผลิตภัณฑ์สินค้า ไม่ว่าจะเป็น “บรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการรีไซเคิล100%”  “ทำจากพลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ” และ “บรรจุภัณฑ์กระดาษรักษ์โลก” แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านี้ก็ทำให้เกิดความกังขาต่อผลลัพธ์แท้จริงที่ตามมา ว่าแท้จริงแล้ว หนทางเหล่านี้เป็นทางแก้ไขปัญหาสำหรับวิกฤตมลพิษหรือขยะจากพลาสติกใช่หรือไม่

ก่อนอื่น มาเริ่มต้นกันด้วย ประเด็นที่ทำให้เราต้องมาตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์มลพิษเหล่านี้ว่าเป็นผลพวงจากตัวการสำคัญอย่าง “พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง” ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว ใช้เพียงชั่วระยะเวลาสั้น แค่ไม่กี่วินาทีก็โดนเขวี้ยงทิ้งแล้วนั่นเอง ทีนี้ ก็มาดูกันว่า แนวทางแก้ไขสามัญที่บรรดาธุรกิจนำมาอวดอ้างมีอะไรกันบ้าง

     1. กระดาษ กระดาษถือเป็นวัสดุที่คนส่วนใหญ่ยอมรับตรงกันว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน แถมยังสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่เหมือนกับพลาสติก ดังนั้น ในแวบแรก การหันมาใช้กระดาษแทนพลาสติกย่อมเป็นทางออกที่ดี และยังเป็นทางแก้ไขที่ง่ายดายที่สุดที่บริษัทห้างร้านจะทำได้ อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายพร้อมใจกันเลิกใช้พลาสติกเพื่อใช้กระดาษแทนนี้ กลับส่งผลกระทบทางลบต่อทรัพยากรป่าไม้บนโลก โดยป่าไม้นับได้ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้จัดการกำจัด และกักเก็บก๊าซคาร์บอน ทำนุบำรุงชุมชนพื้นเมืองท้องถิ่น รักษาเอกลักษณ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และให้การดูแลด้านระบบนิเวศน์อื่นๆ มากมาย

การหันมาใช้กระดาษจึงเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อพื้นที่ป่าไม้ที่มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้วในปัจจุบันโดยพื้นที่ป่าส่วนใหญ่ในขณะนี้จำเป็นต้องได้รับการปกป้อง และฟื้นฟู มากกว่าที่จะโดนแปรสภาพเพื่อตอบสนองความกระหายใน “บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง” ของเรา 

     2. พลาสติกชีวภาพ นับเป็นอีกหนึ่งกระแสที่สร้างความสับสนได้มากทีเดียว สำหรับการเปลี่ยนมาใช้“พลาสติกชีวภาพ” ซึ่งหมายรวมถึง พลาสติกที่ทำจากวัสดุชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งบางยี่ห้อมักจะระบุบนบรรจุภัณฑ์ว่า “Bio-Based, Biodegradable” หรือ“Compostable” และพลาสติกทำจากน้ำมันหรือเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งนี้ ปัญหาเกี่ยวกับพลาสติกชีวภาพนี้มี 2 ประการด้วยกัน

ประการแรก คือ แหล่งที่มาของพลาสติกประเภทนี้ โดยพลาสติกชีวภาพส่วนใหญ่ทำจากผลิตผลทางการเกษตร จึงก่อให้เกิดการแข่งขันช่วงชิงกับพืชที่นำมาใช้เป็นอาหาร กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางอาหาร และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทิศทางการใช้ประโยชน์จากผืนดิน และปริมาณการปล่อยก๊าซพิษในภาคการเกษตร

ประการที่สอง คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาเมื่อพวกมันย่อยสลาย โดยพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะสลายตัวได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้ความร้อนและความชื้นสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่พบได้ยากมากในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ อีกทั้ง พลาสติกเหล่านี้ยังสามารถย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย (เหมือนพลาสติกทั่วๆ ไป) จึงสามารถเข้าไปอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จนแทรกเข้ามาในห่วงโซ่อาหารของเราในท้ายที่สุด ขณะที่ในส่วนของพลาสติกที่ย่อยสลายได้ (Compostable Plastic) แม้จะได้ชื่อว่าย่อยสลายได้ แต่ก็เป็นไปภายใต้ข้อจำกัดของเงื่อนไขที่ต้องอยู่ภายใต้อุตสาหกรรมการทำปุ๋ยหมัก หรือระบบการทำปุ๋ยในครัวเรือนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งเหล่าชุมชนเทศบาลส่วนใหญ่ล้วนไม่มีอุปกรณ์ที่จำเป็นดังกล่าว ดังนั้น จึงทำให้พลาสติกย่อยสลายได้เหล่านี้มีแนวโน้มจบลงที่กองขยะหรือถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านแทน ซึ่งแน่นอนว่า จุดจบเหล่านี้ไม่ได้ดีไปกว่าพลาสติกที่ใช้แบบครั้งเดียวทิ้งแม้แต่น้อย 

     3. พลาสติกรีไซเคิล และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ก็คือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล 100%ซึ่งมักได้รับการโฆษณาจนมีภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ได้มีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมตามคำโฆษณา โดยมากกว่า 90ของพลาสติกที่ผลิตขึ้นใช้ในปัจจุบันไม่ได้ถูกนำมารีไซเคิล เพราะระบบรีไซเคิลในขณะนี้ ไม่สามารถรองรับปริมาณขยะพลาสติกที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาล และเกินกำลังของโรงงานรีไซเคิลอย่างมาก ดังนั้น พลาสติกทั้งหลายจึงมีแนวโน้มจบลงที่กองขยะ เตาเผาขยะ หรือกระจายเกลื่อนตามสิ่งแวดล้อม มากกว่าที่จะถูกนำมารีไซเคิล ขณะเดียวกัน แท้จริงแล้ว พลาสติกไม่ได้ถูกนำมารีไซเคิล แต่ต้องเรียกว่าเป็นการ Downcycle มากกว่า

การ Downcycle เป็นการแปรสภาพเพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่ แต่คุณภาพและมูลค่าของพลาสติกรีไซเคิลที่ได้ก็จะลดลงตามไปด้วย นั่นหมายความว่า พลาสติกนี้จะไม่สามารถนำมารีไซเคิลได้อีกต่อไป และจะจบที่กองขยะในที่สุด ทั้งนี้ พื้นที่ชุมชนเทศบาลแต่ละแห่งล้วนมีขีดความสามารถในการรีไซเคิลพลาสติกประเภทต่างๆ แตกต่างกันออกไป ดังนั้น พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกนำเข้าในกระบวนการรีไซเคิล

ทั้งนี้ เป็นที่น่าเสียดายว่า บรรดาบริษัทเหล่านี้ ยังไม่ได้ตระหนักถึงวงจรใช้แล้วทิ้งของวัสดุข้างต้นกับยุทธวิธีจัดการวิกฤตขยะพลาสติก พวกเขาทำเพียงแค่เปลี่ยนจากการใช้วัสดุอย่างหนึ่งไปเป็นอีกอย่างหนึ่งแทน แต่ใจความหลักของปัญหายังคงเดิม นั่นคือ ใช้แล้วทิ้ง ในปริมาณมหาศาลระดับโลก เรียกได้ว่า ธุรกิจทั้งหลายยังคงเดินหน้าสร้างขยะปริมาณมหาศาลซึ่งเกินกว่าที่โลกใบนี้จะจัดการได้

เช่นนั้นแล้ว ทางออกของปัญหานี้คืออะไร ท่ามกลางขยะพลาสติกที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นเรื่องเร่งด่วนที่บริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องลงมือปฎิบัติ ด้วยการมุ่งไปสู่รูปแบบธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการนำทรัพยากรของโลกมาใช้อย่างสูญเปล่าด้วยการเปลี่ยนให้เป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้อีกต่อไป
โดยสิ่งที่บริษัททั้งหลายควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกก็คือ การลด ละ เลิก หลีกเลี่ยงการทำให้เกิดขยะในขั้นต้น และหันมามุ่งลงทุนกับระบบใช้ซ้ำและเติม (Reuse and Refill) สำหรับบรรจุภัณฑ์ของบริษัทมากขึ้น โดยพวกเขาจำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดขยะ และแผนดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้คนทั่วโลกในห้วงเวลานี้ต่างลงมือทำไปแล้ว และยังออกมาเรียกร้องให้มีการนำระบบใช้ซ้ำและการเติมมาใช้มากขึ้น ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่บรรดาบริษัทเหล่านี้จะเดินตามและนำเสนอทางแก้ไขที่แท้จริง ซึ่งก็คือ การใช้ซ้ำ (Reuse)

Cr : https://www.greenpeace.org/thailand/story/9128/why-single-use-is-not-the-future-option/

//