ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (2476)
กรวยกรองน้ำพลาสติก
กรวยจราจร
กระติกน้ำพลาสติก
กระถางพลาสติก
กระบอกน้ำพลาสติก
กล่องพลาสติก
กล่องโฟม
กล่องใสพลาสติก
กล่องอาหารพลาสติก
กะบะเหลี่ยมพลาสติก
กะละมังพลาสติก
เก้าอี้เด็กพลาสติก
เก้าอี้พลาสติกท้าวแขน
เก้าอี้พลาสติกแบบพิงหลัง
เก้าอี้พลาสติกไม่มีพนักพิง(เหลี่ยม)
เก้าอี้พลาสติกไม่มีพนักพิง(กลม)
เก้าอี้แม่บ้านพลาสติก
แกลลอนพลาสติก
แก้วน้ำพลาสติก
ขวดพลาสติก
ขันน้ำพลาสติก
เข่งพลาสติก
เขียงพลาสติก
ชั้นวางพลาสติก
ชุดคว่ำจานพลาสติก
ชุดไมโครเวฟพลาสติก
ตะกร้าพลาสติก
ตู้ลิ้นชักพลาสติก
เตียงริมสระ
โต๊ะพลาสติก
ถ้วยน้ำพลาสติก
ถังเก็บน้ำพลาสติก
ถังขยะพลาสติก
ถังเคมี/ถังหมัก
ถังแช่พลาสติก
ถังดักไขมันพลาสติก
ถังน้ำพลาสติก
ถังบำบัดน้ำเสีย
ถังพลาสติกกลม (อ่าง)
ถาดพลาสติก
ที่โกยขยะพลาสติก
แท้งค์น้ำพลาสติกบนดิน
บันไดพลาสติก
เบ็ดเตล็ดอื่นๆ
พลาสติกชีวภาพ
พาเลทพลาสติก
เรือพลาสติก
รองเท้าบู๊ต
ลังพลาสติก
สินค้าขายดี
สินค้าโปรโมชั่น
หม้อพักอาหารพลาสติก
เหยือกน้ำพลาสติก
โหลพลาสติก
อ่างทรงรี
อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
อุปกรณ์ห้องครัว
อุปกรณ์ห้องน้ำพลาสติก
อุปกรณ์ทำสวน
อุปกรณ์สำนักงาน/เครื่องเขียน
ของตกแต่งบ้าน




ท่านต้องการทราบข้อมูลในเวบไซต์หรือให้บริการด้านใด
รายละเอียดสินค้า
ด้านการขนส่ง
การบริการหลังการขาย
พนง.ต้อนรับ/พนง.ขาย
โปรโมชั่น/ส่วนลด
ข้อมูลพลาสติกทั่วไป
เวบลิ้งค์พลาสติก
อื่นๆ







บทความ
พลาสติกชีวภาพ ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (อ่าน 114/ตอบ 0)

พลาสติกเป็นสารประกอบที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยอำนวยความ สะดวกในชีวิตประจำ วัน ภายในระยะเวลามากกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาพบว่าพลาสติกสังเคราะห์ ได้ถูกนำ มาใช้ทดแทนวัสดุธรรมชาติในทั่วทุกที่ของโลก ส่งผลให้ในปัจจุบันพลาสติกสังเคราะห์ จัดเป็นสารประกอบหนึ่งที่มีความสำ คัญต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันนั้นมนุษย์ก็ได้มี การพัฒนาคุณสมบัติของพลาสติกอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น พัฒนาด้านความคงทนและ อายุการใช้งานของพลาสติกเพื่อตอบสนองความต้องการในการอุปโภคพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบัน

คำว่าพลาสติกนั้นมาจากภาษากรีกว่า “Plastikos” ซึ่งมีความหมายว่า สามารถขึ้นรูปในรูปร่างต่างๆ ได้ โดยพลาสติก ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันสังเคราะห์ได้จากทั้งวัตถุดิบที่เป็นสารประกอบอินทรีย์และสารประกอบ อนินทรีย์ เช่น คาร์บอน ซิลิกอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และคลอไรด์ เป็นต้น พลาสติกสังเคราะห์ถูกนำ มาใช้ในประโยชน์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการ นำ มาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ของอาหาร ยารักษาโรค เครื่องสำ อางค์ สารเคมี แทนที่การใช้กระดาษหรือเซลลูโลสที่ได้จากพืช เนื่องจากพลาสติกสังเคราะห์มีคุณสมบัติพิเศษที่ดีกว่า(1) พลาสติกสังเคราะห์มีคุณสมบัติทางโครงสร้างพิเศษที่เรียกว่า High Molecular Weight คือในหนึ่งโมเลกุลมีจำ นวน อะตอมมากกว่าสารชนิดอื่นมากมาย จึงทำให้มีคุณสมบัติที่ดีในหลายด้านพร้อมกันไป เช่น คุณสมบัติทางกายภาพ เช่น มี ความแข็งแรง เหนียว ยืดหยุ่น ทนต่อการศึกกร่อน ทนน้ำ ทนความร้อน และ คุณสมบัติทางเคมี เช่น ทนกรด ทนด่าง ทนทานต่อการกัดกร่อนด้วยสารเคมีหลายชนิด(2) นอกจากนั้นยังทนทานต่อการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ทางธรรมชาติอีกด้วย เนื่องจากพลาสติกสังเคราะห์จะต่อต้านการเกาะติดของจุลินทรีย์ โดยจุลินทรีย์ในธรรมชาติไม่สามารถที่จะสร้างเอนไซม์ชนิดใหม่ ขึ้นมาเพื่อย่อยสลายพลาสติก สังเคราะห์ได้ จากความต้องการในการใช้พลาสติกที่เพิ่มมากขึ้นรวมกับคุณสมบัติที่มีความคงทนมากและไม่สามารถถูกย่อยสลาย ทางชีวภาพได้ ส่งผลให้เกิดการสะสมของขยะพลาสติกเป็นจำ นวนมากและหากต้องการกำจัดขยะพลาสติกเหล่านี้ด้วยวิธีการ เผาก็จะส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของมลพิษไปในอากาศ ดังนั้นจึงได้มีการคิดค้นผลิตพลาสติกรูปแบบใหม่ที่มีคุณสมบัติ แตกต่างไปจากพลาสติกสังเคราะห์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวมาข้างต้น โดยพลาสติกรูปแบบ ใหม่ที่กล่าวถึงนั้นมีชื่อเรียกว่า พลาสติกชีวภาพ หรือ พลาสติกที่ถูกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หรือ “Biodegradable plastic” ตามข้อกำ หนด ISO 472:1988 พลาสติกที่ถูกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หมายถึง พลาสติกที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีบางประการภายใต้สภาพแวดล้อมที่กำ หนด โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทาง เคมีนั้นเป็นผลมาจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ตามข้อกำ หนด ASTM D20.96 กล่าวว่า พลาสติกที่ถูกย่อยสลายได้ คือ พลาสติกที่สามารถถูกตัดพันธะของสาย โพลิเมอร์ได้ผ่านทางปฏิกริยาเคมี ชีวภาพ และกายภาพ ภายใต้สภาวะที่ส่งเสริมให้เกิดการย่อยสลายโครงสร้างของพลาสติก(3)

พลาสติกที่ถูกย่อยสลายได้ทางชีวภาพถูกจำแนกออกเป็น 4 ประเภทโดยใช้หลักเกณฑ์การจำแนกจากกระบวนการ สังเคราะห์และแหล่งของวัตถุดิบที่นำ มาใช้ในกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. โพลิเมอร์ที่ได้มาจากวัตถุดิบที่เป็นมวลชีวภาพ (biomass) ได้แก่ วัตถุดิบที่เป็นพอลิแซคคาไรด์ ที่ได้จากแป้ง ข้าวสาลี แป้งมันฝรั่ง แป้งข้าวโพด หรือ วัตถุดิบที่เป็นผลิตภัณฑ์ลิกโนเซลลูโลส เช่น ฟาง ไม้ เป็นต้น นอกจากนั้นยังรวม ไปถึงวัตถุดิบในกลุ่มของไคโตซานและไคติน ซึ่งเมื่อนำ มาละลายในกรดอินทรีย์จะมีลักษณะเป็นสารละลายเหนียวใสคล้ายวุ้น และสามารถนำ มาขึ้นรูปเป็นพลาสติกได้ หรือวัตถุดิบในกลุ่มคอลลาเจนและเจลาตินที่สกัดได้จากโปรตีนพืชและสัตว์ก็สามารถ นำ มาขึ้นรูปเป็นพลาสติกได้เช่นกัน 2. โพลิเมอร์ที่ได้มาจากการผลิตจากจุลินทรีย์ ได้แก่โพลิเมอร์ในกลุ่ม PHAs เช่น Poly(hydroxybutyrate) (PHB) และ Poly(hydroxybutyrate cohydroxyvalerate) (PHBV) เป็นต้น(5) 3. โพลิเมอร์ที่สังเคราะห์ขึ้นจากกระบวนการทางเคมี ที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นโมโนเมอร์ที่ได้จากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด มันสำ ปะหลัง อ้อย เป็นต้น โดยเมื่อผ่านกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพแล้วจะเปลี่ยนแป้งที่ได้จากวัตถุดิบ ไปเป็นน้ำ ตาลและเปลี่ยนน้ำ ตาลไปเป็นโมโนเมอร์ ซึ่งก็คือ กรดแลคติก (Lactic acid) และนำกรดแลคติกที่ได้มาต่อเชื่อม เป็นโพลิเมอร์สายยาว ซึ่งโพลิเมอร์ประเภทนี้คือ Poly(lactic acid) (PLA)(6) 4. โพลิเมอร์ที่สังเคราะห์ขึ้นจากโมโนเมอร์หรือโพลิเมอร์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่มีโครงสร้างเป็นโซ่สายตรง เช่น Poly(butylene succinate) (PBS) ที่ได้จากโมโนเมอร์คือกรดซัคซินิคและ 1,4 –บิวเทนไดออล และ กลุ่มที่มีโครงสร้างเป็นวงอะโรมาติก เช่น Poly(butylene adipate/terephthalate) (PBAT) เป็นต้น(6) จากการจำแนกประเภทตามที่กล่าวมาข้างต้นจะสังเกตเห็นได้ว่าพลาสติกที่ถูกย่อยสลายได้ทางชีวภาพเฉพาะประเภท ที่ 4 เท่านั้นที่ไม่ได้สังเคราะห์ขึ้นจากวัตถุดิบที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถสร้างทดแทนใหม่ได้ หรือที่เรียกว่า “Renewable resources” แต่ทั้ง 4 ประเภท สามารถถูกย่อยสลายได้ภายใต้กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพหรือที่เรียกว่า “Biodegradation” กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ เป็นกระบวนการย่อยสลายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย รา ยีสต์ แอคติโนมัยซิส เป็นต้น ดังนั้นกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพจึงนำไปสู่การหมุนเวียนของคาร์บอน และหากมีการย่อยสลายต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ จะได้ผลผลิตสุดท้ายเป็น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ สารอนินทรีย์ และ มวลชีวภาพ กระบวนการย่อยสลายพลาสติกชีวภาพ เริ่มจากการทำ งานร่วมกันของจุลินทรีย์และปัจจัยภายนอกที่ส่งผลให้ พลาสติกชีวภาพแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขั้นตอนนี้เรียกว่า “Biodeterioration” หลังจากนั้นจุลินทรีย์จะปล่อยเอนไซม์ ออกมานอกเซลล์เพื่อย่อยสายโพลิเมอร์ของพลาสติกชีวภาพ ขั้นตอนนี้เรียกว่า “Depolymerisation” กลายเป็นโมเลกุล เล็กๆ ซึ่งโมเลกุลที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลายเหล่านี้จะถูกซึมผ่านเข้าไปในเซลล์ของจุลินทรีย์ผ่านทางเยื่อหุ้มเซลล์และส่งเข้า สู่กระบวนการสันดาปเพื่อนำไปใช้ในการสร้างพลังงานและมวลชีวภาพ ขั้นตอนนี้เรียกว่า “Assimilation”(7)

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าพลาสติกที่ถูกย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะถูกย่อยสลายได้ภายในระยะเวลาที่เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับ ปัจจัยหลายประการ ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยด้านคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของพลาสติกแต่ละประเภท ยกตัวอย่าง เช่น หากมีการนำ พลาสติกที่ถูกย่อยสลายได้ทางชีวภาพไปฝังดินหรือทิ้งลงไปในระบบฝังกลบขยะ ปัจจัยภายนอกที่จะส่งผล ต่ออัตราการย่อยสลายพลาสติกชีวภาพ ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้นหรือปริมาณน้ำในดิน การถ่ายเทอากาศในดิน ปริมาณธาตุ อาหารในดินที่จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินบริเวณนั้น ลักษณะของเนื้อดิน รวมไปถึงชนิดของจุลินทรีย์ในดิน ส่วนปัจจัยด้านคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพที่แตกต่างกันไปในพลาสติกแต่ละประเภท ก็ส่งผลต่ออัตราการย่อยสลายพลาสติกชีวภาพ เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น พลาสติกชีวภาพที่มีน้ำ หนักโมเลกุล (Molecular weight) ของสายโพลิเมอร์ที่แตกต่างกันก็จะใช้เวลาในการย่อยสลายแตกต่างกันไปด้วย(1) ถึงแม้ว่าอัตราการย่อยสลายของ พลาสติกชีวภาพ จะถูกควบคุมโดยปัจจัยมากมาย แต่พลาสติกกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มที่จะย่อยสลายได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว เมื่อเปรียบเที่ยบกับพลาสติกสังเคราะห์ที่ย่อยสลายได้ยากมากโดยอาจจะใช้ระยะเวลายาวนานนับร้อยปีในการย่อยสลาย หรือพลาสติกสังเคราะห์บางชนิดที่ไม่สามารถูกย่อยสลายได้เลย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเป็น พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดการสะสมของขยะพลาสติก รวมถึงวัตถุดิบที่นำ มาใช้ผลิตพลาสติก กลุ่มนี้ส่วนมากเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด มันฝรั่ง ข้าวสาลี สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้น บรรยากาศมาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง จึงเป็นตัวช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นผลดีต่อ โลกของเรา ในปัจุบันมีการนำ พลาสติกชีวภาพมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน โดยมุ่งไปที่ประโยชน์ 3 ด้านหลักด้วยกัน คือ นำ มาใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ ทางด้านการเกษตร และทางด้านบรรจุภัณฑ์ ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ เช่น นำ มาใช้ในการผลิตรากฟันเทียม ผลิตวัสดุทางการแพทย์ที่มำ มาใช้กับดวงตา ผลิตไหมเทียมเพื่อนำ มาใช้ในการผ่าตัด ผลิตแคปซูลยาที่ควบคุมการปล่อยตัวยาได้อย่างช้าๆในระยะเวลาที่ต้องการให้มีการ ออกฤทธิ์ ในบางประเทศมีการนำ เอาพลาสติกชีวภาพมาใช้เป็นวัสดุในการตรึงกระดูกซึ่งพบว่ามีความยืดหยุ่นกว่าการใช้โลหะ ในการตรึงกระดูก นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาพลาสติกชีวภาพเพื่อนำ มาใช้ในการผลิตผิวหนังเทียม เช่นในกลุ่มของคลอลาเจน และ ไคติน เป็นต้น เพื่อนำ มาใช้ในการตกแต่งบาดแผลที่เกิดจากไฟไหม้ ประโยชน์ทางด้านการเกษตร เช่น นำ เอาพลาสติกชีวภาพมาใช้เป็นวัสดุคลุมดิน หรือเอามาใช้ในการคลุมผลผลิต ทางการเกษตรแทนที่การใช้พลาสติกสังเคราะห์ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการเก็บและกำจัดวัสดุคลุมดินภายหลัง การเพาะปลูก และมีการนำ เอาพลาสติกชีวภาพมาใช้เป็นตัวควบคุมการปลดปล่อยสารอาหารให้กับพืช บางประเทศมีความ สนใจในการนำ เอาพลาสติกชีวภาพมาใช้เป็นตัวปรับปรุงคุณภาพของดิน (soil conditioner) ร่วมกับวัสดุที่สามารถย่อยสลาย ได้ตามธรรมชาติชนิดอื่นๆ นอกจากนั้นยังมีการศึกษาการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพมาผลิตเป็นภาชนะปลูกพืชโดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการย่อยสลายและเป็นอาหารให้กับพืชในระหว่างการเพาะปลูกด้วย ในปัจจุบันถุงพลาสติกและฟิล์มพลาสติกที่ผลิตจากพลาสติกสังเคราะห์ ก่อให้เกิดปัญหาด้านขยะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากภายหลังการใช้งานมีการนำกลับมาใช้ใหม่น้อยมาก รวมถึงขั้นตอนแยกพลาสติกออกจากขยะอื่นทำได้ยาก และมีค่า ใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงมีการพัฒนาพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพมาใช้ประโยชน์ทางด้านบรรจุภัณฑ์ โดยนำ มาผลิตถุงใส่ของ และถุงใส่ขยะเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการคัดแยกขยะ(3)

ที่มา : http://www.eric.chula.ac.th/

//